การปฏิรูปการศึกษา

1. ทำไมต้องปฏิรูปการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษาครั้งแรกในพ.ศ. 2542 เริ่มต้นในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย โดยมีความมุ่งหวังว่าการศึกษาของไทยจะได้รับการปฏิรูปในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างการบริหาร การกระจายอำนาจ ตลอดไปจนถึงสาระที่สำคัญที่สุดของกระบวนการปฏิรูป อันได้แก่การปฏิรูปการเรียนรู้ ทั้งนี้ เพื่อเตรียมสังคมไทยเข้าสู่โลกยุคใหม่ โดยมุ่งสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพสูง และทุนทางปัญญา ที่จะนำประเทศให้อยู่รอดในสังคมใหม่ที่มีความรู้เป็นปัจจัยหลักของทั้งระบบเศรษฐกิจ และสังคม แต่การปฏิรูปครั้งนั้นมีผลชัดเจนในเรื่องของการกระจายอำนาจไปยังสถานศึกษา ซึ่งได้แก้ปัญหาการบริหารและพัฒนาการศึกษาซึ่งแต่เดิมติดอยู่ที่เพียงสำนักเขตการศึกษา และอีกอย่างหนึ่งคือ มีการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 มีการปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง มีการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน การระดมทรัพยากรและกรมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน แต่อย่างไรก็ตาม จากการปฏิรูปการศึกษาครั้งนั้นแล้ว เราก็ยังพบว่าการศึกษาของไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังมีปัญหาค้างคาอยู่หลายประการ ได้แก่

  1. คุณภาพการศึกษาพื้นฐานตกต่ำ
  2. ปัญหาของการปฏิรูปโครงสร้าง
  3. ปัญหาของครู
  4. ปัญหาการขาดแคลนบัณฑิตแต่บัณฑิตก็ยังตกงาน
  5. คุณภาพอุดมศึกษา/ปริญญาเฟ้อ
  6. การขาดวิจัยและพัฒนา ขาดนวัตกรรม และปัญหาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม
  7. การปฏิรูปการเงินเพื่อการอุดมศึกษา
  8. การขาดแคลนเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

2. ภายใต้นโยบายการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าว มีอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการ

หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษารอบสองของรัฐบาลประกอบด้วย 2 เรื่องหลักคือ คุณภาพการศึกษาและโอกาสทางการศึกษา ซึ่งหมายถึง การเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1-2ในโรงเรียนของรัฐ หรืออนุบาล 1-3 ในโรงเรียนเอกชน ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ปวช., กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่จะเน้นให้โอกาสแก่เด็กยากจน ผู้ด้อยโอกาสทั้งเด็กพิเศษ เด็กชายขอบ หรือผู้ด้อยโอกาสได้มีโอกาสเรียนอย่างเต็มที่มากกว่าใครก็ได้ที่จะมากู้เรียน และจะมีการปรับหลักเกณฑ์การกู้ยืมโดยไม่จำเป็นต้องยื่นกู้เฉพาะปี 1 เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้ที่พลาดการกู้เงินในปีแรกที่เรียน สามารถกู้ยืมเรียนได้ในปี 2 หรือ 3 ถ้ามีความจำเป็น จะช่วยลดปัญหาเด็กออกกลางคันได้ ส่วนการกู้ยืมเงินต้องเป็นกลไกทางการศึกษาที่จะจูงใจให้ผู้เรียนเรียนตามความต้องการของตลาดแรงงานหรือตลาดเศรษฐกิจ แทนที่จะกู้เรียนตามความต้องการของสถานศึกษา ซึ่งเรียนจบไปก็อาจตกงาน ไม่มีเงินกู้ยืมมาคืนรัฐ

นอกจากนี้แล้วในการปฏิรูปการศึกษารอบสองนี้ ยังเน้นการพัฒนาครู ในเรื่องต่างๆดังนี้

1. การจัดตั้งสถาบันพัฒนามาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่จะช่วยแก้ปัญหาการผลิตครูใหม่ให้มีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้น ส่วนครูเก่าจะได้รับการพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น

2. ขวัญกำลังใจครู รัฐบาลจะตั้งกองทุนพัฒนาชีวิตครู เพื่อช่วยสวัสดิการ หนี้สินครู จัดระบบการประเมินวิทยฐานะใหม่ มีการวัดผลการประเมินไปที่ผู้เรียนหรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

3. โครงการคืนครูให้นักเรียน โดยจะจัดหาเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งในโรงเรียน เพื่อทำหน้าที่ธุรการแทนครู

4. การพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีส่วนในการพัฒนาครู พัฒนาผู้เรียน ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต

นอกจากนี้ รัฐบาลก็ได้มุ่งเน้นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม สำนึกความเป็นคนไทย รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อสถาบันศาสนา ชุมชน เอกชน นอกจากนี้แล้วก็ยังมุ่งเน้นในด้านการผลิตนักศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยทุกฝ่ายจะต้องเข้ามาช่วยทำแผนร่วมกันว่าจะเน้นการผลิตอย่างไร สาขาใด จำนวนเท่าไร คุณภาพอย่างไร และนอกเหนือจากการศึกษาแบบปกติแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญต่อการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งไม่ได้มีความหมายเพียงยกฐานะ กศน.ให้โตขึ้น แต่รัฐบาลคิดกว้างกว่านั้น ถ้าเป็นวงกลมคือการศึกษาในระบบ ซึ่งมีทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดย กศน.จะต้องเติมเต็มให้การศึกษาในระบบ ผู้เรียน และประชาชน และมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการส่งเสริมการอ่านตลอดชีวิต แม้ผู้ที่จบการศึกษาไปแล้วก็ตาม เพราะปัจจุบันเราสามารถค้นหาความรู้และเข้าถึงความรู้ได้ตลอดเวลาจากสื่อหลากหลายในยุคโลกาภิวัตน์

3. การปฏิรูปการศึกษาไทยในรอบที่สองนี้มีการดำเนินการอย่างไร

- จัดทำโครงการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ

- จัดตั้งโรงเรียนดีประจำตำบล

- พัฒนาการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

- สร้างแหล่งเรียนรู้ราคาถูก กศนตำบล

- จัดทำโครงการ Teacher Channel เพื่อการพัฒนาคุณภาพครู ให้ครูได้แลกเปลี่ยนการเรียนรู้

- สร้างขวัญและกำลังใจจะดำเนินการจัดทำพระราชบัญญัติเงินวิทยฐานะ

- สนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อลดการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

4. โอกาสและความเป็นไปได้ในการทำให้นโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นจริงได้มีหรือไม่มากน้อยเพียงใด

โอกาสและความเป็นไปได้ในการทำให้นโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นจริง โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า มีความเป็นไปได้ ถ้าทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกัน ทุกฝ่ายในที่นี้ กระทรวงศึกษาธิการ เขตพื้นที่การศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ทั้งผู้อำนวยการโรงเรียน ครู อาจารย์ รวมถึงตัวนักเรียนเองด้วย เพราะ นโยบายการพัฒนาการศึกษามุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาการศึกษาในทุกๆด้าน ทั้งองค์กร แหล่งเรียนรู้ บุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียน อาทิเช่น การจัดทำโครงการ Teacher channel และโครงการ Tutor channel เป็นการเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ให้กับครูผู้สอนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้จากการไปสัมมนาวิชาการ การ

อบรมเพิ่มเติมความรู้ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกัน และเพิ่มช่องทางการเรียนแก่ผู้เรียนอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน ถ้า Tutor channel ได้เผยแพร่ในเวบไซต์ ผู้เรียนก็จะสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น คิดว่าคงจะใช้เวลานานพอสมควรในการใช้นโยบายพัฒนาการศึกษา สาเหตุหนึ่ง คิดว่าเป็นเพราะสถานการทางการเมืองของไทยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเอง ก็มีแนวคิดหรือนโยบายที่แตกต่างกัน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดิฉันสังเกตุเห็นว่า พอมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา รัฐมนตรีกระทรวงฯ ก็กำหนดแนวคิดใหม่ๆขึ้นมา เช่น การเรียนแบบchild-centered พอมีรัฐบาลใหม่ก็ไม่เน้นแนวคิดนี้ กลับไปเน้นการพัฒนาอีกด้านหนึ่ง เช่น บุคลากรทางการศึกษาต้องมีวุฒิครู กล่าวคือ แนวคิดของรัฐมนตรี หรือนโยบายต่างๆที่คิดว่าเหมาะสมกับเด็กไทยนั้น ไม่มีความแน่นอน ไม่มีความมั่นคง ทำให้ทิศทางการศึกษาของไทยยังสะเปะสะปะ ดูตัวอย่างง่ายๆ เช่น เรื่องการเรียนครู 5 ปี เดี๋ยวก็เรียนครู 5 ปี  เดี๋ยวก็ 5+2 ทำให้การจัดการหลักสูตร หรือการเรียนการสอนไม่มีมาตราฐานอย่างที่ควรจะเป็น หรือแม้แต่การสอบเรียนต่อมหาวิทยาลัย จนถึงทุกวันนี้ เชื่อว่าเด็กไทยก็ยังคงออกไปหาโรงเรียนกวดวิชาอยู่ดี การจัดการศึกษาตามนโยบายบางครั้งก็ไม่ได้ดูความเหมาะสมหรือเป็นไปได้ของสภาพสังคมไทยเลย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ถ้าต้องการให้นโยบายพัฒนาการศึกษานี้เป็นไปได้มาก ก็ควรทำต่อเนื่องกันไป ไม่ใช่ว่าพอเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรีแล้ว ก็เปลี่ยนนโยบายอีก คนที่เขารับนโยบายไปปฏิบัติเขาก็จะได้สร้างนวัตกรรม หรือดูแลได้อย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายประโยชน์ก็จะตกอยู่ที่เด็กไทยซึ่งเป็นอนาคตของชาตินั่นเอง

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: